
Key Takeaways:
- โลกปล่อยก๊าซมากขึ้น: รายงานล่าสุดจากองค์การสหประชาชาติ และ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ชี้ว่า ในปี 2567 ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกเพิ่มขึ้น 2.3% และทำสถิติสูงสุดใหม่
- เป้าหมาย 1.5 องศาฯ เริ่มหลุดมือ: หากทุกประเทศยังดำเนินมาตรการลดก๊าซในระดับปัจจุบัน อุณหภูมิโลกมีแนวโน้มเพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียสในทศวรรษหน้า และอาจพุ่งถึง 2-3 องศาฯในระยะยาว
- พลังงานสะอาดไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น: สถานการณ์นี้ตอกย้ำว่า การเร่งใช้พลังงานหมุนเวียน เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล คือหัวใจของการจำกัดความรุนแรงของโลกร้อนในอนาคต
การต่อสู้กับภาวะโลกร้อนกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อข้อมูลล่าสุดชี้ว่า โลกยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำลังห่างไกลจากเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกตามที่นานาชาติตกลงร่วมกันไว้
องค์การสหประชาชาติ (UN) เปิดเผยว่า ในปี 2567 ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 2.3% จากปีก่อนหน้า แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ราว 57.7 พันล้านตัน สะท้อนว่าความพยายามในการชะลอภาวะโลกร้อนยังไม่เพียงพอ หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอาจเพิ่มขึ้นเกินกรอบความปลอดภัยที่กำหนดไว้ในความตกลงปารีส
รายงานจาก โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในปี 2567 ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา อินเดีย สหภาพยุโรป และรัสเซีย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ (G20) มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซรวมกันสูงถึง 77% ของทั้งโลก ทำให้กลุ่มประเทศเหล่านี้ถูกจับตามองว่าเป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการแก้ปัญหาโลกร้อน
UNEP เตือนว่า หากประเทศต่าง ๆ ยังไม่เร่งดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซอย่างจริงจัง อุณหภูมิโลกอาจเพิ่มขึ้นสูงถึง 2.8 องศาเซลเซียสภายในศตวรรษนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก
แม้เป้าหมายของนานาชาติคือการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส แต่ในทางปฏิบัติ โลกจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงมากถึง 55% จากระดับปี 2562 ภายในปี 2578 ขณะที่ UNEP มีการประเมินว่า แม้ทุกประเทศจะทำตามคำมั่นที่ให้ไว้ ก็อาจลดการปล่อยก๊าซได้เพียงราว 15% เท่านั้น
รายงานระบุว่า อุณหภูมิโลกมีแนวโน้มเกิน 1.5 องศาเซลเซียสภายใน 10 ปีข้างหน้า และถึงแม้ทุกประเทศที่ลงนามในความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปี 2558 จะสามารถบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ภายในปี 2578 แต่คาดว่าอุณหภูมิโลกจะยังคงเพิ่มขึ้น 2.3-2.5 องศาเซลเซียส
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็น “ความจำเป็นเร่งด่วน” ของโลก หากต้องการจำกัดความเสียหายจากภาวะโลกร้อนให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้
By: Energy Connex Team
อ้างอิง: