เปิดโครงสร้างพลังงานสำรอง ตัวเลข “101 วัน” มาจากไหน? 

ในวันที่ข่าวเต็มไปด้วยสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลายคนอาจเริ่มมองเข็มไมล์น้ำมันในรถ หรือบิลค่าไฟที่บ้านด้วยความกังวลว่า “ประเทศไทยจะไหวไหม?” หากเส้นทางขนส่งพลังงานโลกหยุดชะงักขึ้นมาจริง ๆ

สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัดงานเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ความมั่นคงทางพลังงานไทยภายใต้วิกฤตการณ์โลก: ถอดรหัสความเสี่ยง สู่แผนรับมือของชาติ” เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยมีผู้แทนจาก กรมธุรกิจพลังงาน นักวิชาการ และผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมเข้าร่วมอภิปราย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย

เปิดที่มาตัวเลขพลังงานสำรอง

ดร.สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ได้อธิบายโครงสร้างการสำรองน้ำมันของประเทศไทยว่า น้ำมันสำรองที่ประเทศไทยมีอยู่ในระบบมาจาก 3 ส่วน ได้แก่

  1. น้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปที่เก็บอยู่ในคลังของรัฐและเอกชน  
  2. น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง หรืออยู่ในระบบโลจิสติกส์  
  3. น้ำมันสำรองตามข้อกำหนดทางกฎหมายที่ผู้ค้าน้ำมันต้องสำรองไว้ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

นอกจากนี้ยังมีน้ำมันดิบที่รอการส่งมอบเพิ่มเติม โดย ดร. สราวุธ ชี้แจงวิกฤตพลังงานที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ว่า “ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนพลังงานโดยตรง” แต่เกิดจากข้อจำกัดด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ ทำให้ไม่สามารถกระจายน้ำมันดิบ และ LNG ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ พร้อมย้ำว่า “อันนี้ไม่ใช่ปริมาณสำรองที่อยู่ใต้พื้นดิน แต่คือปริมาณสำรองที่พร้อมใช้ ถ้าวันนี้เราอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไร น้ำมันก็จะทยอยมา แล้วก็ยังอยู่ได้ไปอีก 95 วัน” ต่อมาวันที่ 17 มี.ค. ดร.สราวุธ ได้อัปเดตว่าไทยมีปริมาณน้ำมันรองรับการใช้งานได้ถึง “101 วัน”

ในส่วนของก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ LPG ประเทศไทยยังอยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างได้เปรียบ เนื่องจากประเทศไทยสามารถผลิตก๊าซ LPG จากแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยได้เป็นสัดส่วน 60% ของความต้องการในแต่ละวัน ในกรณีที่ไม่มีการนำเข้าเพิ่มเติม ปริมาณก๊าซ LPG ที่มีอยู่ในระบบสามารถรองรับการใช้งานได้ประมาณ 199 วัน

จากสถานการณ์ปัจจุบัน กรมธุรกิจพลังงาน ประเมินว่าไทยอยู่ใน “ระดับที่ 2” จากทั้งหมด 3 ระดับของวิกฤตพลังงาน ซึ่งมีการจัดระดับดังนี้

  • ระดับ 1: สถานการณ์เริ่มตึงตัว แต่ยังบริหารจัดการผ่านกลไกตลาดได้
  • ระดับ 2 (ปัจจุบัน): เริ่มมีผลกระทบต่อการจัดหาและโลจิสติกส์ จำเป็นต้องใช้มาตรการภาครัฐเข้ามาบริหาร
  • ระดับ 3: ภาวะวิกฤตรุนแรง โดยปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศจะเหลือใช้ประมาณ 25 วัน

ภายใต้สถานการณ์ระดับ 2 นี้ รัฐบาลได้ออกมาตรการรับมือภายใต้กฎหมายด้านพลังงานและความมั่นคงของประเทศ โดยระงับการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป ยกเว้นการส่งออกไปยัง ลาว และ เมียนมา ซึ่งมีความสัมพันธ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานและการค้าพลังงานระหว่างกัน นอกจากนี้ยังบริหารจัดการสต็อกพลังงานภายในประเทศ  และกำหนดมาตรการประหยัดพลังงานในภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่ง 

แรงกระเพื่อมสู่ภาคสังคม

ภายในงานยังมีการจัดวงเสวนาวิชาการ “ผลกระทบ ทางรอด และการปรับตัวของพลังงานไทย” โดยได้รับเกียรติจากคณะผู้แทนจากกระทรวงพลังงาน นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรม ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลของแต่ละภาคสังคม 

ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมโดย ดร.เรืองศักดิ์ ฐิติรัตน์สกุล ที่ปรึกษาประจำสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย อธิบายว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งรายงานว่าโรงงานบางส่วนได้เริ่มชะลอหรือหยุดการผลิต เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต

ขณะที่ ดร.อรณิชา อนุชิตชาญชัย นักวิจัยชำนาญการ สถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนจากภาคการขนส่ง ให้ข้อมูลว่าภาคขนส่งใช้พลังงานสูงถึง 40% ของทั้งประเทศ และ 80% เป็นการขนส่งทางบกที่พึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก ขณะที่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังมีสัดส่วนน้อย

ด้านภาคสังคม ดร.บวร ทรัพย์สิงห์ ผู้อำนวยการศูนย์ Social Innovation สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานต่อแรงงานนอกระบบที่ใช้น้ำมันเป็นต้นทุนโดยตรง ซึ่งนับว่าเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด เช่น วินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ และไรเดอร์ ที่มีจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน และผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ราว 4 แสนคน ที่จะได้รับผลกระทบด้านค่าโดยสารและค่าอาหาร จากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น

ถอดบทเรียนวิกฤตพลังงานในอดีต สู่พลังงานไทยในวันข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าวิกฤตครั้งนี้จะเป็น “ตัวเร่ง” สำคัญให้ประเทศไทยก้าวไปสู่พลังงานทางเลือกเร็วขึ้น พร้อมเล่าถึงวิกฤตพลังงานในอดีต อย่างวิกฤตน้ำมัน 1973 (พ.ศ.2516) เมื่อกลุ่มประเทศอาหรับ (OAPEC: Organization of Arab Petroleum Exporting Countries) ประกาศคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันไปยังชาติตะวันตกที่สนับสนุนอิสราเอลในสงครามยมคิปปูร์ ทำให้น้ำมันขาดแคลนและราคาพุ่งสูงขึ้น 300% และวิกฤตน้ำมัน 1979 (พ.ศ.2522) เมื่อเกิดการปฏิวัติอิหร่าน ทำให้การผลิตน้ำมันหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงกว่า 100%

จากวิกฤตดังกล่าวทำให้หลายประเทศรวมถึงประเทศไทยพัฒนาระบบสำรองพลังงานและกลไกบริหารจัดการความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า

สำหรับวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ คุณแทนวรรณ โตโพธิ์กลาง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ กระทรวงพลังงาน ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการภาวะวิกฤตของภาครัฐ ซึ่งรัฐบาลเคยซ้อมแผนเผชิญเหตุ (Tabletop Exercise) จำลองสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซปิดตั้งแต่ปลายปี 2567 ทำให้มีแผนรองรับถึง 63 มาตรการ นอกจากนี้ยังเผยแผนรับมือในระยะสั้น-กลาง-ยาว ดังนี้

  • ระยะสั้น: เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าให้สอดคล้องกับช่วง Peak Load
  • ระยะกลาง-ยาว: เร่งพัฒนาระบบ Grid Modernization ปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้ารองรับพลังงานหมุนเวียน (แสงอาทิตย์, ลม, ชีวมวล) เพื่อพึ่งพาตนเองให้มากขึ้นตามหลัก Energy Transition

คุณแทนวรรณ ยังให้ความเห็นพร้อมตั้งข้อสังเกตว่า “วิกฤตพลังงานในครั้งนี้อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือระบบจัดการพลังงานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น 

นอกจากนี้ ความเข้มแข็งของภาคเอกชนไทย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ประเทศสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากภาคเอกชนมีความคล่องตัวในการตัดสินใจและการจัดหาพลังงานมากกว่าภาครัฐ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ตลาดพลังงานโลกมีความผันผวนสูง”

ก่อนปิดงาน ผู้ร่วมเสวนาฝากไว้ว่า “ในอนาคตประเทศไทยอาจต้องพิจารณาการเพิ่มระดับความยืดหยุ่นและการแข่งขันในตลาดพลังงานมากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีบทบาทในการจัดหาพลังงานและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งอาจช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว”