“โรงกลั่น” เดินเครื่องฝ่าวิกฤต แม้ต้นทุนพุ่ง-ความเสี่ยงเพิ่ม เพื่อความมั่นคงพลังงาน

จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบที่สำคัญของโลก ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย โดยหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ “ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน” ซึ่งเป็นด่านหน้าของระบบพลังงานไทย

ต้นทุนสูงวันนี้ แต่ราคาขายวันหน้าอาจขาดทุน

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ โรงกลั่นจำเป็นต้องจัดซื้อน้ำมันดิบในราคาที่สูงขึ้น เพื่อสำรองไว้ผลิตใช้ในประเทศ แม้จะรู้ว่าเสี่ยงต่อการ “ขาดทุนสต๊อก” (Stock Loss) คือ การซื้อน้ำมันดิบมาในราคาสูง แต่ต้องขายออกในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนในอนาคต แต่โรงกลั่นยังคงต้องป้อนน้ำมันเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าต่อไปได้ 

และหากในอนาคตสถานการณ์คลี่คลาย จนราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลง โรงกลั่นก็มีโอกาสต้องขายน้ำมันในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุน เนื่องจากราคาขายในประเทศอ้างอิงกับราคาตลาดในช่วงเวลานั้น

โรงกลั่นต้องเดินเครื่อง หยุดผลิตไม่ได้ แม้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

แม้จะมีความเสี่ยงด้านต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่โรงกลั่นยังคงต้องเดินเครื่องผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้อนน้ำมันเข้าสู่ระบบและหลีกเลี่ยงภาวะขาดแคลน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง

บทบาทดังกล่าวทำให้การตัดสินใจด้านการผลิต ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

เพื่อนบ้านเริ่มลดกำลังการผลิต แต่ไทยยังคงผลิตต่อเนื่อง

ในช่วงวิกฤต หลายประเทศเลือก “ลดกำลังการผลิต” หรือ “ยุติการกลั่นชั่วคราว” ตัวอย่างเช่น โรงกลั่น Prefchem ในมาเลเซีย ปิดหน่วยกลั่นหลัก และโรงกลั่นยักษ์ใหญ่ของสิงคโปร์ทั้ง 2 เจ้า อย่าง ExxonMobil และ Singapore Refining Company (SRC) ลดกำลังการผลิตลงเกือบ 50% เพื่อรักษาเสถียรภาพในการบริหารต้นทุนและธุรกิจ

แต่สำหรับกลุ่มโรงกลั่นในประเทศไทย ทางเลือกนี้ “ทำไม่ได้” นอกจากจะเพิ่มปริมาณการจัดหาน้ำมันดิบแล้ว ยังเดินเครื่องผลิตไว้ใกล้ระดับเดิม เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลน สะท้อนบทบาทของโรงกลั่นในฐานะกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงด้านพลังงาน 

แรงกดดันด้านราคา กระทบทั้งผู้บริโภคและโครงสร้างต้นทุนพลังงาน  

การปรับตัวของราคาน้ำมันส่งผลต่อภาคประชาชนผ่านราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ซึ่งมีผลต่อค่าครองชีพในวงกว้าง ขณะเดียวกันก็สะท้อนกลับมายังโครงสร้างต้นทุนของภาคธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะโรงกลั่นซึ่งอยู่ในจุดเชื่อมระหว่างต้นทุนน้ำมันดิบและราคาขายปลีก

ในช่วงที่ผ่านมา ภาครัฐจึงมีการใช้ทั้งกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อพยุงราคาหน้าปั๊มบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพ แต่เมื่อสถานการณ์ราคาพลังงานโลกยังมีความผันผวนต่อเนื่อง ภาครัฐจึงได้ปรับแนวทางการบริหารจัดการราคาน้ำมัน โดยหนึ่งในมาตรการล่าสุด คือ การปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น เพื่อให้ราคาขายปลีกปรับตัวลงตาม

มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลให้ส่วนต่างรายได้ของโรงกลั่นลดลงในช่วงที่ต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่แนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกที่อาจปรับตัวลดลง อาจเพิ่มความท้าทายด้านการบริหารต้นทุนและสภาพคล่องของผู้ประกอบการโรงกลั่น

สมดุลระบบพลังงานในระยะยาว ต้นทุน-ราคา-นโยบาย ต้องเดินไปพร้อมกัน

ในภาพรวม ธุรกิจโรงกลั่นเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก ขณะที่ราคาขายในประเทศยังเชื่อมโยงกับกลไกตลาดและนโยบายภาครัฐในเวลาเดียวกัน 

นอกจากนี้ แม้เผชิญความผันผวนด้านต้นทุน โรงกลั่นยังคงต้องเดินเครื่องผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงในระบบพลังงานของประเทศ 

สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายด้านพลังงานของภาครัฐ ซึ่งเป็นผู้กำหนดกรอบและกลไกราคา กับการดำเนินธุรกิจของโรงกลั่นในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งส่งผลต่อทั้งราคาพลังงานในประเทศและความต่อเนื่องของระบบ