โรงกลั่นน้ำมัน ธุรกิจที่ “ไม่ง่าย” แม้จะดูใหญ่  แต่ทำไมต่างชาติถอนตัว?

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หากมองภาพรวมของอุตสาหกรรมพลังงานไทยจะพบสัญญาณหนึ่งที่น่าสนใจ คือ “บริษัทน้ำมันต่างชาติ” หลายรายทยอยขายธุรกิจโรงกลั่นในประเทศออกไป ไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่น RRC ที่เคยอยู่ภายใต้ Shell ซึ่งขายให้กลุ่ม ปตท. ตั้งแต่ปี 2547 หรือโรงกลั่น ESSO ที่เปลี่ยนมือมาอยู่กับบางจากในปี 2566

ภาพเหล่านี้อาจทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า หากโรงกลั่นเป็นธุรกิจที่สำคัญและดูเหมือนจะสร้างรายได้มหาศาล เหตุใดผู้เล่นระดับโลกจึงเลือก “ถอนตัว” ออกจากตลาดไทย

ความจริงข้อแรก: ธุรกิจนี้ “ไม่ง่าย” และไม่มีผู้เล่นใหม่เข้ามา

แม้ประเทศไทยจะเปิดเสรีการค้าน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2534 แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ “ไม่มีโรงกลั่นใหม่เกิดขึ้นเลย” ตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปัจจุบัน โดยไทยมีโรงกลั่นหลักเพียง 6 แห่ง ได้แก่ ไทยออยล์ (Thaioil) ไออาร์พีซี (IRPC) จีซี (GC) บางจาก พระโขนง (Bangchak) บางจาก ศรีราชา (BSRC) และ สตาร์ ปิโตรเลียม (SPRC) ซึ่งมีเพียง SPRC เท่านั้นที่ยังมีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นต่างชาติ

ประกอบกับ “ความไม่แน่นอนจากนโยบายภาครัฐ” ในบางช่วงที่ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น รัฐอาจต้องออกมาตรการช่วยเหลือประชาชน เช่น การตรึงราคา หรือขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการ ซึ่งแม้จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพในระยะสั้น แต่ในมุมของนักลงทุนอาจมองว่าเป็นความเสี่ยงที่ควบคุมได้ยากและเป็นการลดความยืดหยุ่นของธุรกิจ 

ขณะเดียวกัน โรงกลั่นไทยยังต้องแข่งขันกับผู้เล่นในตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ จีน อินเดีย หรือประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งหลายแห่งมีข้อได้เปรียบทั้งในด้านขนาดการผลิต (Economy of Scale) ต้นทุนต่อหน่วย และการเข้าถึงแหล่งน้ำมันดิบ การดำเนินธุรกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้บริษัทต่างชาติกลับมาทบทวนแผนการลงทุนในประเทศไทย

ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ทำให้แม้ตลาดน้ำมันไทยจะเปิดเสรี แต่การดำเนินธุรกิจโรงกลั่นในประเทศต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูงและปัจจัยที่ไม่แน่นอน จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่มีผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ตลาด

ความจริงข้อสอง: กำไรมี…แต่ความเสี่ยงก็สูง

ธุรกิจโรงกลั่นเป็นธุรกิจที่มีลักษณะเป็นวัฏจักร (Cyclical) อย่างชัดเจน ในบางช่วงอาจมีกำไรสูงจากค่าการกลั่น แต่ในบางช่วงก็อาจเผชิญกับภาวะขาดทุนจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก เมื่อพิจารณาในภาพรวมระยะยาว ผลตอบแทนเฉลี่ยของธุรกิจนี้อาจไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับขนาดการลงทุนและความเสี่ยงที่ต้องรับมือ ผู้ลงทุนบางรายจึงเลือกปรับการลงทุนไปสู่ธุรกิจอื่นที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงมากกว่า

นอกจากนี้ การสร้างโรงกลั่นหนึ่งแห่งต้องใช้เงินลงทุนระดับ “หลายแสนล้านบาท” ใช้เวลาก่อสร้างมากกว่า 5 ปี และระยะเวลาคืนทุนอาจยาวเกิน 10 ปี นั่นหมายความว่า เมื่อเริ่มลงทุนแล้ว ผู้ประกอบการแทบไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเดินหน้าต่อ หรือส่งต่อกิจการให้ผู้เล่นรายอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในอดีต เช่น กรณีที่ Shell ขายโรงกลั่นในไทย และหันไปลงทุนเพิ่มในโรงกลั่น Bukom ที่สิงคโปร์แทน

ธุรกิจโรงกลั่นจึงต้องบริหารทั้งความผันผวนของตลาดและภาระเงินลงทุนขนาดใหญ่ในระยะยาว ทำให้แม้จะมีช่วงที่ผลประกอบการโดดเด่น แต่โดยรวมแล้วยังต้องใช้การวางแผนและบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

ความจริงข้อสุดท้าย: ไม่หวือหวา แต่ต้อง “ลงทุนต่อเนื่อง” ให้ประเทศเดินหน้า

อีกหนึ่งความท้าทายของโรงกลั่นไทย คือ “การต้องลงทุนต่อเนื่อง” แม้ในช่วงที่ผลตอบแทนไม่ได้โดดเด่น ทั้ง

  • ยกระดับมาตรฐานคุณภาพน้ำมัน: เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานยูโร 5 ที่ช่วยลดมลพิษ และยกระดับมาตรฐานพลังงานสะอาดของประเทศให้เทียบเท่าระดับโลก ซึ่งในภูมิภาคอาเซียน มีเพียงสิงคโปร์เท่านั้นที่ประกาศใช้มาตรฐานนี้ก่อนประเทศไทย
  • เพิ่มขีดความสามารถรองรับน้ำมันดิบ: เนื่องจากประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 90% โรงกลั่นจึงต้องสามารถรองรับน้ำมันดิบได้หลายประเภท ทั้งคุณภาพสูงที่มีลักษณะเบา มีกำมะถันต่ำ และคุณภาพไม่ดี มีความหนัก และกำมะถันสูง เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง

หากไม่มีการลงทุนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โรงกลั่นไทยก็มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับโรงกลั่นนอกประเทศ และอาจถูกแทนที่ด้วยการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ

ในอีกมิติหนึ่ง โรงกลั่นไม่ได้ผลิตเพียงน้ำมันสำหรับรถยนต์ แต่ยังเป็น “ต้นน้ำ” ของหลายอุตสาหกรรมสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงสำหรับภาคขนส่ง พลังงานสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม ก๊าซ LPG สำหรับครัวเรือน และวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี หากไม่มีโรงกลั่นในประเทศ อุตสาหกรรมเหล่านี้อาจต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยโดยรวม

การลงทุนอย่างต่อเนื่องของโรงกลั่นจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของธุรกิจ แต่เป็นกลไกสำคัญในการรักษาความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และสร้างเสถียรภาพให้กับระบบพลังงานของประเทศในระยะยาว

เมื่อมองภาพทั้งหมด จะเห็นว่าหากธุรกิจโรงกลั่นให้ผลตอบแทนสูง เราอาจได้เห็นผู้ลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาขยายการลงทุนเพิ่ม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงสะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติของธุรกิจที่ต้องบริหารทั้งความเสี่ยง ต้นทุน และปัจจัยแวดล้อมอย่างรอบด้าน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “โรงกลั่นกำไรได้เท่าไรในวันนี้” แต่คือ “การตัดสินใจในวันนี้ จะส่งผลต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานไทยในระยะยาวอย่างไร” เพราะในบางครั้ง การมองเพียงผลลัพธ์ระยะสั้น อาจนำไปสู่ต้นทุนระยะยาวที่ทั้งระบบเศรษฐกิจต้องร่วมกันรับภาระ

ในโลกที่พลังงานยังเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนประเทศ “โรงกลั่น” อาจไม่ใช่ธุรกิจที่หวือหวาที่สุด แต่เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงาน และเป็นกลไกที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว