
ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลกในปัจจุบัน ข่าวการพุ่งขึ้นของ “ค่าการกลั่น” จากประมาณ 2 บาท/ลิตร มาอยู่ที่ 6 บาท/ลิตร ได้กลายเป็นประเด็นร้อนและมีคำถามตามมาว่าโรงกลั่นได้กำไรจากวิกฤตหรือไม่
“ค่าการกลั่นน้ำมัน” ตัวเลขที่ไม่ใช่กำไรสุทธิ
ค่าการกลั่น (Refinery Margin) เป็นตัวเลขที่สะท้อนส่วนต่างระหว่างราคาต้นทุนน้ำมันดิบ กับราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตได้ในแต่ละช่วงเวลา เปรียบเสมือนส่วนต่างราคาสินค้าที่ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ดังนั้นค่าการกลั่นจึง “ไม่ใช่” กำไรสุทธิของโรงกลั่น เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมต้นทุนสำคัญอื่น ๆ เช่น ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) ค่าขนส่งทางเรือ (Freight) ค่าประกันภัย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ กำไร/ขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน และการบริหารความเสี่ยงด้านราคา เป็นต้น
สรุปได้ว่า ค่าการกลั่นคำนวณจาก ราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่น − ราคาต้นทุนน้ำมันดิบ ตัวเลขนี้สะท้อนรายได้เบื้องต้นของโรงกลั่น และอาจดูเหมือนเป็นกำไร แต่ในความเป็นจริงโรงกลั่นยังต้องแบกรับภาระต้นทุนในอีกหลายส่วน
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน อธิบายว่าโรงกลั่นจำเป็นต้องซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือนเพื่อความต่อเนื่องในการผลิต เมื่อเกิดสงครามตะวันออกกลางทำให้เกิดความตื่นตระหนก ส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ปรับตัวเร็วขึ้นกว่าราคาน้ำมันดิบ จึงเป็นเหตุให้ส่วนต่างราคากว้างขึ้น ทำให้ค่าการกลั่นสูงขึ้น ในทางกลับกัน หากเมื่อกลั่นเสร็จแล้วราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดเกิดปรับตัวลดลง โรงกลั่นจำเป็นต้องแบกรับการขาดทุนจากส่วนต่างนี้เช่นกัน
ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าแม้ค่าการกลั่นจะสูงขึ้น แต่โรงกลั่นยังคงมีต้นทุนอื่นที่ต้องแบกรับ โดยเฉพาะในช่วงภาวะสงครามที่ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานอื่น ๆ ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 3-6 บาท/ลิตร
เมื่อค่าการกลั่นไม่ได้เป็นตัวกำหนดราคาหน้าปั๊มโดยตรง คำถามคือ แล้วอะไรคือปัจจัยที่กำหนดราคาน้ำมันที่ประชาชนจ่าย?
ราคาน้ำมันไทย ใครกำหนด?
โรงกลั่นไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปเอง แต่ต้องอ้างอิงจากตลาดสากลทั้งสองด้าน
สำหรับประเทศไทยนั้นอ้างอิงราคาน้ำมันดิบตามกลไกการซื้อขายล่วงหน้าในตลาดโลก ส่วนราคาน้ำมันสำเร็จรูป เช่น เบนซิน ดีเซล และก๊าซ LPG อ้างอิงมาจากตลาดสิงคโปร์ (SIMEX: Singapore International Monetary Exchange) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการซื้อขายน้ำมันในภูมิภาคเอเชีย และมีปริมาณการซื้อขายสูง ทำให้ราคาสามารถสะท้อนสภาพตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนอกจากไทยแล้ว หลายประเทศในเอเชียแปซิฟิก เช่น อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ก็อ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์เช่นกัน
ดังนั้น ค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นผลจากการเคลื่อนไหวของราคาพลังงานจากตลาดสากลทั้งสองฝั่ง ไม่ใช่ตัวเลขที่โรงกลั่นในประเทศตั้งขึ้นเอง โดยกระทรวงพลังงานย้ำว่า “ค่าการกลั่นดังกล่าวไม่ส่งผลต่อราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการโดยตรง”
สำหรับราคาน้ำมันที่ประชาชนจ่าย สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ระบุว่าโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่
- ราคาน้ำมันสำเร็จรูป ณ โรงกลั่น
- ภาษีและเงินกองทุน เช่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล ภาษีมูลค่าเพิ่ม กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และกองทุนอนุรักษ์พลังงาน
- ค่าการตลาด ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในสถานีบริการน้ำมัน
แม้กลไกราคาน้ำมันจะผันผวนตามตลาดโลกและยากต่อการควบคุม แต่โรงกลั่นยังต้องรับภาระความเสี่ยงเหล่านี้ เพื่อผลิตและส่งต่อพลังงานให้ภาคอุตสาหกรรมและประชาชนอย่างต่อเนื่อง จึงถือเป็นเสาหลักสำคัญในการค้ำจุนความมั่นคงทางพลังงานและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน
ภูมิทัศน์ธุรกิจโรงกลั่นไทยปี 2569
ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันถูกจัดอยู่ใน “อุตสาหกรรมปลายน้ำ” ที่มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ และมีอิทธิพลต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งยังส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันเชิงพาณิชย์หลักทั้งหมด 6 แห่ง มีกำลังการกลั่นรวมประมาณ 175 ล้านลิตร/วัน (เทียบเท่าประมาณ 1.1 ล้านบาร์เรล/วัน) จากกำลังการผลิตของผู้ประกอบการ ประกอบด้วย
- ไทยออยล์ (Thaioil): ในกลุ่ม ปตท. กำลังการผลิตประมาณ 275,000 บาร์เรล/วัน
- ไออาร์พีซี (IRPC): ในกลุ่ม ปตท. กำลังการผลิตประมาณ 215,000 บาร์เรล/วัน
- สตาร์ ปิโตรเลียม (SPRC): มีเชฟรอนเป็นผู้ถือหุ้นหลัก กำลังการผลิตประมาณ 175,000 บาร์เรล/วัน
- บางจาก ศรีราชา (BSRC): กำลังการผลิตประมาณ 174,000 บาร์เรล/วัน,
- จีซี (GC): ในกลุ่ม ปตท. กำลังการผลิตประมาณ 145,000 บาร์เรล/วัน
- บางจาก พระโขนง (Bangchak): กำลังการผลิตประมาณ 120,000 บาร์เรล/วัน

ในภาพรวม กลุ่ม ปตท. ยังเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจโรงกลั่น ด้วยสัดส่วนกำลังการผลิตรวมเกือบ 60% ของประเทศ โดยล่าสุดได้ประกาศเดินเครื่องโรงกลั่นเต็มกำลัง 109% ผลิตดีเซลเพิ่มอีก 7% และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ออกเต็มที่ ไม่มีการเก็บสต๊อก เพื่อสนองความต้องการน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ ขณะเดียวกันก็เร่งจัดหาน้ำมันดิบผ่านหน่วยงานธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่ทั่วโลก เช่น แอฟริกา และอเมริกา และประสานกับพันธมิตรทางการค้ารายอื่น โดยยืนยันแผนการส่งมอบที่ชัดเจนต่อเนื่อง พร้อมปรับแผนบริหารจัดการโดยการเปลี่ยนท่าเรือรับผลิตภัณฑ์นอกช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อให้โรงกลั่นสามารถผลิตน้ำมันได้ตามแผน
สำหรับสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ได้ระดมรถขนส่งน้ำมันมายังสถานีบริการอย่างต่อเนื่อง แต่ละรอบใช้เวลา 12-24 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับระยะทาง ซึ่งจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติในช่วงนี้ ปริมาณจำหน่ายในสถานีบริการ PTT Station เพิ่มขึ้น 2-3 เท่า ส่งผลให้บางสถานีบริการไม่มีน้ำมันจำหน่ายในบางช่วงเวลา กลุ่ม ปตท. จึงมอบหมายให้ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) จำหน่ายน้ำมันดีเซลมากกว่าปกติ 35% และประสานทุกหน่วยเพื่อบริหารจัดการรองรับความต้องการอย่างเต็มที่
อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ย้ำว่าประเทศไทยสามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูปได้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ แบ่งเป็นน้ำมันเบนซินประมาณ 32–33 ล้านลิตร/วัน น้ำมันดีเซล 75–80 ล้านลิตร/วัน น้ำมันอากาศยานประมาณ 25 ล้านลิตร/วัน น้ำมันเตา 13 ล้านลิตร/วัน และก๊าซหุงต้ม (LPG) ประมาณ 6–7 ล้านกิโลกรัม/วัน พร้อมชี้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากการขาดแคลนน้ำมัน แต่เป็น “คอขวดด้านการขนส่ง”
ทางรอดน้ำมันไทยในภาวะวิกฤต
กระทรวงพลังงานได้วางมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาน้ำมันไม่เพียงพอในบางสถานีบริการ โดยกำชับให้ผู้ค้าน้ำมันจัดสรรน้ำมันไปยังภาคอุตสาหกรรมผ่านช่องทางค้าส่ง หรือ “จ๊อบเบอร์” พ่อค้าคนกลางมากขึ้น เพื่อช่วยลดความแออัดและแรงกดดันหน้าปั๊มน้ำมัน พร้อมกันนี้ยังประสานงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายเวลาการขนส่งน้ำมันนอกช่วงเวลาปกติ เพิ่มความคล่องตัวในการกระจายเชื้อเพลิงไปทั่วประเทศ
อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ยืนยันว่า ประเทศไทยมีปริมาณเชื้อเพลิงทั้งเบนซินและดีเซลที่ผลิตได้ในประเทศยังอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อความต้องการ เพียงแต่ขอความร่วมมือประชาชนใช้พลังงานอย่างประหยัดเพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
ท้ายที่สุดแล้ว “ค่าการกลั่นน้ำมัน” ไม่ใช่ตัวเลขกำไรอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นเพียงภาพสะท้อนของกลไกราคาพลังงานในตลาดโลกที่ผันผวนตามสถานการณ์ระหว่างประเทศ สิ่งที่ประชาชนควรรู้จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่คือความเข้าใจว่า ระบบพลังงานไทยเชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างไร เพราะค่าการกลั่นเป็นเพียงหนึ่งในจิ๊กซอว์ของระบบพลังงานที่ซับซ้อนกว่าที่คิด